Sunday, January 8, 2017

" เพราะเราท่องศัพท์ด้วยวิธีผิดๆมาตลอดทั้งชีวิต "

" เพราะเราท่องศัพท์ด้วยวิธีผิดๆมาตลอดทั้งชีวิต "


เมื่อต้องเรียนรู้ภาษาใหม่ สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ การเรียนรู้คำศัพท์ของภาษานั้นๆ มันอาจจะเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ แต่ก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

หลายคนคงต้องเคยตั้งคำถามนี้แน่ๆ ว่า  "แล้วจะต้องเรียนรู้คำศัพท์มากแค่ไหนถึงจะพอล่ะค๊า? กี่หมื่น กี่แสนคำ?"

ตอบตรงๆ แบบไม่ได้กวนตีน "ไม่รู้เหมือนกันค่ะ"

เพราะจริงๆแล้วการที่เราจะเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ ที่ไม่ใช่ภาษาพูดของเราเอง บอกได้เลยว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ไปตลอดชีวิต จะว่าไปแล้วภาษาก็เหมือนกับ "ของเหลว"

คือมันไม่มีการหยุดนิ่ง มันเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย เกิดคำใหม่ๆขึ้นตลอดเวลา (ยกตัวอย่างแบบให้เห็นภาพเลย ก็ภาษาไทยเรานี่แหละจ้า เช่นคำว่า "นก" ที่ไม่ได้หมายถึงเฉพาะสัตว์อีกต่อไป)

การท่องศัพท์ไม่ใช่เรื่องยาก คุณอาจจะลิสต์คำศัพท์ที่จะท่องไว้ แล้วตั้งเป้าว่าจะท่องให้ได้วันละ 10 คำ หรืออาจารย์กำหนดให้เขียนคำศัพท์ พร้อมทั้งหาความหมายมาเทอมละ 500 คำ เป็นต้น ท่องได้แล้วยังไต่อ????????


" สังเกตไหม.....บางคนจำศัพท์ได้เป็นพันๆคำ แต่เอาไปใช้ไม่เป็น แปลไม่ได้ สร้างประโยคไม่เป็น " 


สิ่งสำคัญกว่าท่องคำศัพท์นั้นได้ คือคุณต้องเอาไปใช้เป็นด้วย สร้างประโยคได้ แปลแล้วก็ต้องอ่านเนื้อหาเข้าใจด้วย

แล้วจำยังไง ให้จำได้ตลอดไปและนำไปใช้เป็น ลองสังเกตข้อความตัวอย่าง คำว่า "Get" เป็นอีกคำหนึ่งในภาษาอังกฤษที่มีการใช้มากที่สุด

ถ้าเราต้องมานั่งท่องความหมายของ get ซึ่งมีเป็นร้อยๆความหมาย ใช้เวลาหนึ่งวันก็คงไม่พอ


ซึ่งหลักสำคัญในการศึกษาความหมายของ Vocab นั่นก็คือ..............CONTEXT (what comes before and after a word) หรือ "บริบท" นั่นเองๆ 

บริบท (Context) นี่แหละคือ Key ในการจดจำ Vocab เย้!


หลักสำคัญในการเรียนรู้คำใหม่

1. ต้องจำให้ขึ้นใจว่า "คำศัพท์หนึ่งคำ ไม่ได้มีความหมายเดียว"

2. ศึกษาความหมายของคำนั้น โดยดูบริบทของคำนั้นด้วย

3. บางครั้งเราสามารถเดาความหมาย ได้จากบริบท (พยายามฝึกแปลเองก่อนแล้วค่อยเปิด dictionary เพื่อตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง)

4. ทุกครั้งที่คุณได้เรียนรู้คำใหม่ๆ บันทึกคำๆนั้นลงในสมุดบันทึก (นักวิจัยพบว่าการบันทึกด้วยการเขียน [handwriting] มีผลช่วยในการจำคำนั้นๆได้ดียิ่งขึ้น)

" Handwriting is linked to tactile memory, which helps to stick the new words into your long-term memory. " 



5. ในการจดคำศัพท์ อาจจะแบ่งเป็น 2 คอลัมน์: คอลัมน์ซ้าย สำหรับคำศัพท์ + ความหมาย, ส่วนคอลัมน์ขวา เป็นตัวอย่างประโยค การนำไปใช้


6. ทุกๆอาทิตย์ ต้องกลับมาทวนคำศัพท์ที่คุณได้ทำการบันทึกไว้ด้วยนาจา 


จะว่าไปแล้ว จริงๆมันก็ไม่ได้มีเคล็ดลับในการเก่งภาษาอังกฤษแบบตายตัวหรอก มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะลงมือทำรึเปล่าเท่านั้นแหละ แน่นอนว่าการเริ่มต้นมันยากเสมอ ....แต่เชื่อเถอะว่าผลตอบแทนมันจะคุ้มค่ากับความพยายามของคุณแน่นอน 


08 Jan 2017








Wednesday, January 4, 2017

ทำไมจำ (คำศัพท์) ไม่ได้สักที

"เคยสงสัยไหม ว่าทำไมคำศัพท์บางคำที่เราเจอมันบ่อยมากๆ แต่เรากลับจำมันไม่ได้สักที"

Case Study: 

อันนี้เกิดขึ้นจากการสังเกตตัวเองตอนอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ พบว่ามันจะมีคำศัพท์หลายๆคำที่เจอบ่อยมากๆ แต่ทำไมจำไม่ได้สักที จนได้ไปอ่านหนังสือเล่มนึงชื่อ "The Power of Habit by Charles Duhigg" (หนังสือเล่มนี้ดีมากกกก แนะนำให้อ่านเลย  หนังสือเล่มนี้อธิบายถึงกลไกการเกิด"นิสัย" ของคน มีแปลเป็นภาษาไทยแล้วว)




ก็เลยได้คำตอบมาแบบคร่าวๆ ว่า การที่เราเจอคำศัพท์คำเดิมๆแบบบ่อยมากๆ แล้วจำไม่ได้สักที เพราะทุกครั้งที่เราเจอศัพท์ใหม่ๆ เราจะใช้แอพจากสมาร์ทโฟนเพื่อเปิดหาความหมายทันที

ดังนั้นสมองของเราจึงได้จดจำรูปแบบนิสัยของเราขึ้นมาใหม่เมื่อเราเจอคำศัพท์ใหม่ๆ (คือสมองก็เหมือนกับคอมพิวเตอร์ที่จะพยามจำทางลัด เพื่อให้สมองไม่ต้องทำงานหนักมาก จะได้เก็บพลังงานไว้ใช้กับอย่างอื่น)
 
ทุกครั้งที่เจอคำศัพท์ใหม่ๆ สมองจึงสั่งงานว่า "เฮ้ยยยยย ไม่ต้องจำๆ เดี๋ยวพี่เค้าก็เปิดแอพเว้ยยยยยย

จึงทำให้เกิดรูปแบบนิสัยใหม่ขึ้นมา เกิดเป็นวงจรวนเป็นลูป

เจอศัพท์ใหม่ -----> เปิดแอพ เปิดดิกชันนารี ----> รู้ความหมาย เย้ ไม่ต้องจำให้เปลือง memory

เพราะแบบนี้แหละจ้า เราจึงจำคำศัพท์ใหม่ๆไม่ได้สักที


แล้วทำยังไง ถึงจะจำคำศัพท์ใหม่ๆได้เล่าพี่ท่าน เดี๋ยวรอบหน้ามาพร้อมกับเทคนิคการจำคำศัพท์ ที่จะทำให้จำคำนั้นๆได้แบบ foreverrrrrrr (จริงๆก็กำลังนั่นร่างอยู่แหละ เดี๋ยวตามมาติดๆ ^^)


p.s. หนังสือเล่มนี้ดีมากเลย อ่านสนุกฝุดๆ


Wednesday, December 28, 2016

Let's say somethings cool!

ลองมาเขียนบล็อคครั้งแรก ก็ไม่รู้ว่าโพสต์แรกนี่มันต้องเริ่มต้นยังไงดี เขียนอะไรดีหว่า
ต้องกล่าวทักทายและต้องแนะนำตัวกันก่อนป่ะ?

งั้นก็ต้องทักทายกันก่อนแหละเน๊อะ. . . .

"Hi guys!  (นี่ไม่ได้สวัสดีเฉพาะผู้ชายนะ แต่หมายถึง เฮ้ สวัสดีทุกคนทั้งชาย หญิง!)"

แล้วก็ต้องแนะนำตัว . . . .

เราเป็นคนนึงที่หลงใหลได้ปลื้มกับภาษาอังกฤษมาก มันน่าจะเริ่มมาจากการติ่งฝรั่ง ฮ่าๆๆๆๆ และอยากพูดได้แบบนั้น สำเนียงคูลๆแบบอเมริกัน อยากดูหนังแบบไม่ต้องดูซับฯ ....บลา บลา า า า า า

แต่จุดเริ่มต้นจริงๆของการฝึกภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง น่าจะเริ่มมาจาก . . . . . . ขอย้อนเวลาหาอดีตแป๊บ

ได้ทุนแลกเปลี่ยนไปต่างประเทศ....United States of America (คิดในใจ OMG เราจะได้เข้าใกล้ติ่งของเราไปอีกนิดแล้ว หาได้สนใจเรื่องการเรียนไม่ 555) ก่อนเดินทาง ก็มั่นใจในภาษาอังกฤษของตัวเองพอตัว นี่เกรด 4 มาตลอดทุกเทอมนะเนี่ย ถามแกรมม่าเรื่องอะไร ตอบได้หมด!

"และแล้ววันแห่งความหมดสิ้นซึ่งความมั่นใจในตัวเองก็มาถึง"

ตั้งแต่ขึ้นเครื่องเลยจ้าาาาา ไปต่อเครื่องที่สนามบินนาริตะ ขึ้นเครื่องของสายการบิน United Airlines ซึ่ง Flight Attendants ก็ล้วนแต่เป็นเมกัน พูดเร็วยังกะอะไร คือกูฟังมึงไม่ออก (แม่! หนูอยากกลับบ้าน) ทุกครั้งที่พี่แกเดินมาเสิร์ฟอาหาร นี่เกร็งมาก คือแบบกูต้องเตรียมตัวสั่งเมนูอาหาร ขอเป็นอะไรก็ได้ที่ง่ายที่สุด มันจะได้ไม่ต้องถามเยอะ T_T" แล้วก่อนจะสั่งก็ต้องแอบฝึกอ่านเมนูในใจ คือสุดท้ายพวกนางฟังไม่รู้เรื่อง ก็จะจิ้มเอาละกัน (จริงๆพวกนางก็ดูออกแหละว่าเรามันกะเหรี่ยงหัวดำ เดินทางไปเมกาครั้งแรกแน่ๆ คงพอฟังออก พอพูดได้ แต่ต้องพูดแบบ slow motion กะมันนะเว้ย ไม่งั้นมันจะ panic กระโดดหนีลงจากเครื่องไปซะก่อน )


หลังจากการเดินทางข้ามทวีปที่ใช้เวลาเกือบ 24 ชม. (เนื่องจากเป็นตั๋วถูก ต้องต่อหลายสายการบิน แล้ว layover หลายชั่วโมงมากค่ะ) ความมั่นใจ 5% สุดท้ายก็มลายหายไปในพริบตา 0% ก็ไม่เหลือ ตอนนี้ติดลบเลย....เมื่อต้องต่อแท็กซี่ (ต้องไปแท็กซี่เพราะไฟล์ตถึงดึกมาก) เพื่อจะไปที่โรงแรม นี่ฝึกพูดชื่อถนนอยู่ตั้งนานสองนาน แบบมั่นใจมากว่าสำเนียงเป๊ะ แล้วชื่อถนนก็ย๊าว ยาวนะ "MLK Jr. Boulevard" มันยากตรงนี้ ตัว "V", "Boulevard" พยายามยังไง คนขับก็ไม่เก็จเราสักที สุดท้ายพิมพ์ใน google จบ!

คือความรู้ภาษาอังกฤษที่เรียนมาเป็นสิบๆปี มันไม่ได้ช่วยเลยเหรอเนี่ย สุดท้ายก็ยังต้องใช้ภาษามือ ภาษาเขียน และ google translate อยู่ดี กูอยากร้องไห้มากกกกกกกกกกกกกกกกก สูญเปล่าจริงๆ เกรด 4 ไม่ช่วยอะไร


จากวันนั้นแหละ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการต้องกลับมาฝึกภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง ไม่งั้น เอาชีวิตตัวเองไม่รอดแน่ๆ (จริงๆมีหลายเหตุการณ์มากที่บั่นทอนความมั่นใจในเรื่องภาษาอังกฤษ เดี๋ยวจะมาแบ่งปันในคราวต่อๆไป)

จบแค่นี้ก่อนแล้วกันสำหรับโพสต์แรก (จริงๆความตั้งใจตอนแรกสำหรับการเขียน Blog ก็เพื่อต่อยอดการแชร์ความรู้เรื่องภาษาอังกฤษจาก account twitter @SayCoolEnglish อีกที แต่ก็ไม่ได้อยากให้มันซีเรียสอ่ะเนอะ คือนึกเรื่องอะไรออก ก็คงมาเขียน แล้ว Blog ก็คงไม่ได้มี pattern ตายตัวว่าต้องเกี่ยวกับความรู้ภาษาอังกฤษอย่างเดียว)

จบจริงๆแล้ว เจอกันโพสต์หน้าเร็วๆนี้ ^_^
@SayCoolEnglish